เปิดตำนานฟุตบอลโลก : เยอรมัน 2006

เปิดตำนานฟุตบอลโลก : เยอรมัน 2006

ฟุตบอลโลก 2006 หวนกลับมาจัดการแข่งขันที่ยุโรปอีกครั้ง โดยมี เยอรมัน รับหน้าเสื่อเจ้าภาพ ถือเป็นการจัดฟุตบอลโลกครั้งที่ 2 ของพวกเขา หลังก่อนหน้านี้เคยได้รับเลือกจาก สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ ฟีฟ่า ให้จัดฟุตบอลโลก 1974

ซึ่งการต่อสู้แย่งโควตาครั้งนี้เต็มไปด้วยดุเดือด เพราะแม้จะมีการล็อบบี้ให้ เยอรมัน เป็นเจ้าภาพจากบรรดาชาติในยุโรป แต่ อังกฤษ กลับแหกคอกเสนอตัวด้วย จากนั้นก็มีเกมการเมืองเต็มไปหมด ก่อนขยะใต้พรมของ ฟีฟ่า จเปิดเผยเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ฟุตบอลโลก 2006 ก็มีอะไรให้จดจำในด้านดีมากมาย ไล่ตั้งแต่เป็นฟุตบอลโลกครั้งแรกที่แชมป์เก่าต้องไปลงเตะรอบคัดเลือก เพื่อคว้าตั๋วมาลุยรอบสุดท้าย ซึ่งกลายเป็นบรรทัดฐานจนถึงปัจจุบัน

ส่วน ออสเตรเลีย เป็นชาติแรกที่ตีตั๋วเข้าไปลุยฟุตบอลโลก รอบสุดท้าย ในฐานะตัวแทนจากโซนโอเชียเนีย หลังเบียดชนะ อุรุกวัย ในเกมเพลย์ออฟ แต่หลังจากนั้น “จิงโจ้” ก็ขอย้ายข้ามฟากมาแย่งโควตาโซนเอเชีย

นอกจากนี้ฟุตบอลโลก 2006 ยังเป็นครั้งแรกที่ ฟีฟ่า นำกฎล้างใบเหลืองมาใช้ โดยจะล้างใบเหลืองให้ผู้เล่นที่ได้รับในรอบแรกทั้งหมด เพื่อไม่ให้เกิดกรณีของ มิชาเอล บัลลัค ที่อดลงเล่นนัดชิงชนะเลิศ ฟุตบอลโลก 2002 เพราะติดคาดโทษใบเหลือง

ขณะเดียวกันฟุตบอลโลก 2006 ก็เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ฟุตบอลโลก 1974 ที่แชมป์เก่าไม่ได้ลงเตะเปิดสนาม หากแต่เป็นเจ้าภาพที่ได้รีบเกียรตินี้ ซึ่งก็เป็นผลสืบเนื่องมาจากการที่แชมป์เก่าต้องไปเล่นรอบคัดเลือก

ส่วนเหตุการณ์สำคัญในรอบแรกของฟุตบอลโลก 2006 ย่อมหนีไม่พ้นวีรกรรมของ เกรแฮม โพลล์ ผู้ตัดสินชื่อดังชาวอังกฤษ ที่แจกใบเหลืองให้กับ โยซิป ซิมูนิช กองหลังโครเอเชีย ถึง 3 ครั้ง ก่อนจะควักใบแดงไล่ออกในเกมกับ ออสเตรเลีย

ซึ่งเกมดังกล่าวเป็นนัดสำคัญที่ชี้ชะตาเข้ารอบของทั้งสองทีม แม้ผล 2-2 จะทำให้ ออสเตรเลีย เข้ารอบต่อไป แต่วีรกรรมดังกล่าวก็ทำให้ โพลล์ โดน ฟีฟ่า ส่งตัวกลับบ้าน ไม่ได้ทำหน้าที่ตัดสินในเกมที่เหลือออยู่

ขยับมาที่รอบ 16 ทีมสุดท้าย ไฮไลท์อยู่ที่ โปรตุเกส เฉือนชนะ ฮอลแลนด์ หวุดหวิด 1-0 ด้วยรูปเกมที่เต็มไปด้วยความรุนแรง จนผู้ตัดสิน วาเลนติน อิวานอฟ จากรัสเซีย ต้องแจกใบเหลืองรวม 16 ใบ พร้อมใบแดงอีก 2 ใบ ทำให้เกมนี้ได้รับการขนานนามว่า สงครามแห่งเนิร์นแบร์ก

หลังจากนั้นยังมีเรื่องราวดราม่ามากมายเกิดขึ้นในศึกฟุตบอลโลก 2006 ไล่ตั้งแต่ ใบแดงของ เวย์น รูนี่ย์ ไปจนถึงเฮดบัตบันลือโลกของ ซีเนอดีน ซีดาน ที่ทำให้เจ้าตัวปิดฉากเส้นทางอาชีพพ่อค้าแข้งแบบไม่สวยนัก

สุดท้ายก็อย่างที่เราทราบกัน ฝรั่งเศส ที่ควรจะปิดท้ายอาชีพการค้าแข้งของ ซีดาน แบบสวยๆ แพ้ภัยตัวเองให้กับการยั่วยุของ มาร์โก มาร์เตรัซซี่ และเป็น อิตาลี ที่คว้าแชมป์โลกสมัยที่ 4 ไปครอง ทั้งที่ทีมชุดนี้ไม่น่ามาไกลเกินกว่ารอบ 16 ทีมสุดท้าย  sbobet mobile

 

สรุปผลฟุตบอลโลก 2006

แชมป์ : อิตาลี (สมัยที่ 4)

รองแชมป์ : ฝรั่งเศส

อันดับ 3 : เยอรมัน

อันดับ 4 : โปรตุเกส

แฟร์เพลย์ : บราซิล กับ สเปน

ดาวซัลโว : มิโรสลาฟ โคลเซ่ (เยอรมัน) 5 ประตู

นักเตะยอดเยี่ยม : ซีเนอดีน ซีดาน (ฝรั่งเศส)

ดาวรุ่งยอดเยี่ยม : ลูคัส โพดอลสกี้ (เยอรมัน)

ผู้รักษาประตูยอดเยี่ยม : จิอันลุยจิ บุฟฟ่อน (อิตาลี)

ยอดผู้ชม : 3,359,439 คน เฉลี่ย 52,491 คนต่อเกม

จำนวนแมตช์ : 64

จำนวนประตู : 147 ประตู เฉลี่ย 2.3 ประตูต่อเกม

 

ทีมยอดเยี่ยม

ผู้รักษาประตู : จิอันลุยจิ บุฟฟ่อน (อิตาลี), เยนส์ เลห์มันน์ (เยอรมัน), ริคาร์โด้ (โปรตุเกส)

กองหลัง : ฟาบิโอ คันนาวาโร่, จิอันลูก้า ซามบร็อตต้า (อิตาลี), จอห์น เทอร์รี่ (อังกฤษ), โรแบร์โต้ อยาล่า (อาร์เจนตินา), ลีลียง ตูราม (ฝรั่งเศส), ฟิลิปป์ ลาห์ม (เยอรมัน), ริคาร์โด้ คาร์วัลโญ่ (โปรตุเกส)

กองกลาง : อันเดรีย ปีร์โล่, เจนนาโร่ กัตตูโซ่, ฟรานเชสโก้ ต็อตติ (อิตาลี), ปาทริค วิเอร่า, ซีเนอดีน ซีดาน (ฝรั่งเศส), หลุยส์ ฟิโก้, มานิเช่ (โปรตุเกส), มิชาเอล บัลลัค (เยอรมัน), เซ โรแบร์โต้ (บราซิล)

กองหน้า : มิโรสลาฟ โคลเซ่ (เยอรมัน), เธียร์รี่ อองรี (ฝรั่งเศส), เอร์นัน เครสโป (อาร์เจนตินา), ลูก้า โทนี่ (อิตาลี)