ผ่าหมากพรีเมียร์ลีก อังกฤษ 2018/19 : คริสตัล พาเลซ

ผ่าหมากพรีเมียร์ลีก อังกฤษ 2018/19 : คริสตัล พาเลซ

คริสตัล พาเลซ สโมสรเล็กๆ ในกรุงลอนดอน
ผจยกับปัญหามากมายเมื่อซีซั่นที่ผ่านมา
เมื่อกุนซือที่ตั้งความคาดหวังเอาไว้อย่าง แฟรงค์ เดอ บัวร์
กลับล้มเหลวไม่เป็นท่า จนต้องใช้สิทธิเรียกอัศวินขี่ม้าขาวอย่าง
รอย ฮอดจ์สัน มาช่วยให้ทีมอยู่รอดปลอดภัย
สุดท้าย คริสตัล พาเลซ ทำได้ดีกว่าที่คิด
เมื่อขยับหนีพื้นที่เรดโซนมาจบอันดับ 11 บนตารางพรีเมียร์ลีก
อังกฤษ ขณะที่ผลงานในฟุตบอลถ้วยของประเทศ ซึ่งม่ได้ตั้งเป้าไว้
ก็ตกรอบ 3 เอฟเอ คัพ และรอบ 4 ลีก คัพ ไปแบบไม่ผิดหวังอะไร
ส่วนผลงานการเสริมทัพเมื่อฤดูกาลก่อน กุนซือ รอย
ฮอดจ์สัน ไม่ได้เพิ่มเติมทีมของ แฟรงค์ เดอ บัวร์ มากนัก
เน้นใช้งานนักเตะแกนหลักตลอดซีซั่น
ซึ่งพอจะมีดีลน่าสนใจในการยืมตัวดาวรุ่งอย่าง รูเบน ลอฟตัส-ชีค
และ ทิโมธี โฟซู-แมนซ่าห์ มาใช้งาน
ความพร้อม-สภาพทีม
ช่วงซัมเมอร์ปีนี้ คริสตัล พาเลซ
ตัดสินใจโละแข้งส่วนเกินอย่าง โยฮัน กาบาย, ดิเอโก้ คาวาเลรี่,
ดาเมี่ยน เดลานี่ย์, อี ชุง-ยอง และ บาการี่ ซาโก้ ออกจากทีม
ซึ่งไม่ได้เงินกลับมาเลยแม้แต่สตางค์แดงเดียว
นั่นทำให้ รอย ฮอดจ์สัน
จำเป็นต้องเฟ้นหาตัวเลือกที่ดีที่สุดมาเสริมทัพ ก่อนจะทุ่มเงิน 9.5
ล้านปอนด์ ดึง ชีกู กูยาเต้ มาจากเวสต์แฮม ยูไนเต็ด พร้อมเซ็นฟรี
บิเซนเต้ กูไอต้า กับ มักซ์ เมเยอร์ รวมถึงยืมตัว จอร์แดน อายิว
มาร่วมถิ่นเซลเฮิร์สต์ ปาร์ค
ผ่าหมากกลยุทธ์
กลยุทธ์ที่ รอย ฮอดจ์สัน เลือกใช้เป็นหลักในฤดูกาล
2018/19 คือฟอร์เมชั่น 4-4-2 ไม่เหมือนซีซั่นก่อนที่ยึด 4-3-3
เป็นหลัก แต่บางนัดที่ต้องการเพิ่มทางเลือกในแนวรุก

ก็สามารถปรับเป็น 4-3-3 ได้ง่ายๆ
เพราะตัวริมเส้นของพวกเขาเป็นพวกเทคนิคสูงอยู่แล้ว
แต่สิ่งที่น่ากังวลคือฤดูกาลนี้ความเฉียบขาดในแนวรุกของ
คริสตัล พาเลซ ดูจะหายไปเยอะ ไม่ว่าจะเลือก วิลฟรีด ซาฮา,
คริสติย็อง เบนเทเก้, อันดรอส ทาวน์เซนด์ หรือ จอร์แดน อายิว
ลงสนาม ทุกคนก็ล้วนใช้โอกาสเปลือง
ขณะที่แดนกลางสัมปทานตกเป็นของ เจมส์ แม็คอาร์เธอร์
กับ ลูก้า มิลิโวเยวิช ที่ยึดคู่มิดฟิลด์ตัวกลางถาวร
คอยปัดป้องแนวรับอย่าง อารอน แวน-บิสซาก้า, เจมส์ ทอมกิ้นส์,
มามาดู ซาโก้, พาทริค ฟาน อันโฮลต์ และ เวย์น เฮนเนสซี่ย์
ผู้รักษาประตู
เป้าหมายที่วางไว้
เป้าหมายของ คริสตัล พาเลซ ย่อมหนีไม่พ้นการรอดตกชั้น
แม้ว่าตามศักยภาพของพวกเขาแล้วนั้นดีเกินกว่าจะตกชั้น
แต่อย่างที่เราเห็นกันตลอดหลายซีซั่นที่ผ่านมา
ว่าความสม่ำเสมอยังเป็นเครื่องหมายคำถามของขุนพล
“ปราสาทเรือนแก้ว”
และนั่นอาจหมายถึงการที่พวกเขาต้องดิ้นรนหนีตกชั้นอีกปี